เมื่อทำร้านค้าออนไลน์หรือ Smart Store, SNS ไม่ใช่แค่ช่องทางประชาสัมพันธ์ธรรมดา แต่เป็นเส้นทางเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นผู้ซื้อ หากแบ่งบทบาทของแต่ละช่องทางให้ชัดเจนและปรับตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือเริ่มต้นให้ดี ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมได้ด้วยงบโฆษณาเท่าเดิม
ทำไมร้านค้าออนไลน์ถึงต้องมีช่องทาง SNS
หากทำแค่ Smart Store หรือเว็บไซต์ของตัวเอง ลูกค้าใหม่ส่วนใหญ่จะเข้ามาผ่านการค้นหาหรือโฆษณาเท่านั้น พอหยุดโฆษณา ยอดผู้เข้าชมก็จะหยุดตามไปด้วย ช่องทาง SNS ช่วยให้แบรนด์ถูกมองเห็นได้แม้ในช่วงที่ไม่ได้เสียเงินค่าโฆษณา และกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างการกลับมาซื้อซ้ำ
โดยเฉพาะผู้บริโภคในเกาหลีมักจะเช็ก Instagram หรือช่องทาง KakaoTalk ของแบรนด์สักครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ หากตอนนั้นช่องทางดูว่างเปล่าหรือไม่มีการดูแล ก็จะทำให้ลังเลที่จะซื้อ แต่ในทางกลับกัน หากดูมีความเคลื่อนไหวคึกคัก โอกาสที่จะนำไปสู่การชำระเงินก็จะสูงขึ้น
แบ่งบทบาทให้แต่ละช่องทาง
แทนที่จะกระจายคอนเทนต์แบบเดียวกันไปทุกช่องทาง ควรให้แต่ละช่องทางทำหน้าที่ที่ตัวเองถนัดจะมีประสิทธิภาพมากกว่า
- Instagram — เป็นช่องทางสร้างแบรนด์ที่แสดงบรรยากาศของสินค้าและฉากการใช้งานจริง เป็นตัวกำหนดความประทับใจแรกก่อนที่ผู้ชมจะไปยังหน้ารายละเอียดสินค้า
- ช่องทาง KakaoTalk — เน้นการซื้อซ้ำและการแจ้งเตือน สามารถส่งข่าวสินค้าใหม่หรือส่วนลดตรงถึงลูกค้าที่กด friend adds ไว้ได้ ทำให้อัตราการเปลี่ยนเป็นยอดขายสูง
- YouTube และ TikTok — แข็งแกร่งในการสร้างความมั่นใจในการซื้อผ่านวิดีโอวิธีใช้หรือรีวิว และยังสามารถดึงผู้เข้าชมจากการค้นหาแบบ long-tail ได้ด้วย
ถ้าเป็นร้านค้าออนไลน์ การใช้ Instagram เพื่อดึงผู้เข้าชม และใช้ช่องทาง KakaoTalk เพื่อรักษาลูกค้าให้ซื้อซ้ำ ถือเป็นสูตรที่ลงตัวที่สุด ดูรายละเอียดการออกแบบช่องทางทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือการตลาด SNS สำหรับร้านค้าออนไลน์
ตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือเริ่มต้นคือตัวตัดสินการเปลี่ยนเป็นยอดขาย
ช่องทางที่เพิ่งสร้างใหม่แทบไม่มีผู้ติดตามหรือการตอบรับใด ๆ ปัญหาคือผู้บริโภคมักอ่านตัวเลขเหล่านั้นเป็นสัญญาณของความน่าเชื่อถือของแบรนด์ บัญชีที่มีผู้ติดตามหลักสิบกับบัญชีที่มีขนาดใหญ่ในระดับหนึ่ง แม้จะขายสินค้าชิ้นเดียวกัน แต่ก็ให้ความประทับใจต่อผู้เข้าชมที่แตกต่างกัน
ดังนั้นในช่วงเริ่มต้น นอกจากคุณภาพของคอนเทนต์แล้ว ยังจำเป็นต้องปรับตัวชี้วัดพื้นฐานให้อยู่ในระดับที่เป็นธรรมชาติ หากใช้ บริการ Instagram หรือ บริการ KakaoTalk ที่อิงจากบัญชีจริงเพื่อปูพื้นฐานช่วงแรก ก็จะช่วยลดอัตราการหลุดออกเมื่อมีผู้เข้าชมแบบ organic เพิ่มเข้ามาในภายหลัง
💡 เคล็ดลับ. แทนที่จะเพิ่มผู้ติดตามหรือยอด likes ทีเดียวจำนวนมาก ควรแบ่งเพิ่มทีละน้อยด้วยความเร็วที่เป็นธรรมชาติตลอดหลายวันจะดีกว่า SocialUp แนะนำให้มีระบบ automatic refund สำหรับส่วนที่ทำไม่เสร็จ และควบคุมความเร็วในการดำเนินการให้เป็นธรรมชาติ เพื่อช่วยดูแลช่องทางให้มั่นคง
รูทีนการบริหารช่องทางที่เชื่อมสู่ยอดขาย
- จัดโปรไฟล์ให้เรียบร้อย — ใส่ที่อยู่ Smart Store หรือเว็บไซต์ของตัวเองไว้ในช่องแนะนำตัวและลิงก์ให้ชัดเจน เพื่อย่นเส้นทางการซื้อให้สั้นลง
- คอนเทนต์สม่ำเสมอ — โพสต์สินค้าใหม่ รีวิว หรือเคล็ดลับการใช้งานอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นว่าช่องทางยังมีชีวิตชีวา
- ดูแลตัวชี้วัดเริ่มต้น — สร้างการตอบรับช่วงแรกให้กับบัญชีใหม่หรือโพสต์สินค้าใหม่ เพื่อไม่ให้ตกหล่นจากอัลกอริทึมการแสดงผล
- ตรวจสอบความคืบหน้า — ตรวจสอบงานการตลาดผ่านความคืบหน้าแบบเรียลไทม์ และปรับให้พอเหมาะไม่มากเกินไป
รายการแยกย่อยอย่าง ผู้ติดตาม Instagram หรือ friend adds ช่องทาง KakaoTalk สามารถเลือกใช้เท่าที่จำเป็นได้เลย และลองดู คู่มือการตลาด SNS เพื่อมุมมองที่กว้างขึ้นด้วย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยซึ่งควรหลีกเลี่ยง
การเร่งเพิ่มตัวชี้วัดในช่วงเวลาสั้น ๆ มากเกินไป หรือผสมคอนเทนต์ที่ไม่เข้ากับลักษณะของช่องทาง จะยิ่งทำให้เสียความน่าเชื่อถือ ตัวเลขเป็นเพียงตัวช่วยเสริมความประทับใจแรกเท่านั้น ต้องมีสินค้าและคอนเทนต์ที่ดีรองรับจึงจะนำไปสู่การซื้อซ้ำได้จริง แนะนำให้ปูพื้นฐานของช่องทางให้เป็นธรรมชาติก่อน แล้วค่อยทุ่มงบโฆษณาในภายหลัง
เริ่มต้นกับ SocialUp
ตัวชี้วัดเริ่มต้นสำหรับช่องทางร้านค้าออนไลน์มีราคาต่ำสุดในแต่ละบริการ ดำเนินการอัตโนมัติทันทีหลังสั่งซื้อและมีผลทันที อิงจากบัญชีจริง พร้อมระบบ automatic refund สำหรับส่วนที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ ลองเริ่มต้นเท่าที่จำเป็นได้อย่างสบายใจ ดูบริการและสั่งซื้อ →